คิดว่าหลายคนคงเคยเจอปัญหาเวลาเข้าร้านแว่นแล้วยืนงง ไม่รู้ว่าจะเลือกเลนส์แบบไหนดี ศัพท์เทคนิคก็เยอะ ฟังแล้วไม่เข้าใจ ทั้งเลนส์มัลติโค้ท, บลูบล็อก, เลนส์แบน, ย่อบาง แล้วสรุป ตัดแว่นเลือกเลนส์แบบไหนดี ที่จะคุ้มค่าและเหมาะกับสายตาเรามากที่สุด?

บทความนี้เราจะสรุปวิธีการเลือกเลนส์แว่นตาฉบับเข้าใจง่าย ครบทุกเรื่องที่ควรรู้ เพื่อให้คุณไปตัดแว่นได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวโดนหลอกขายเกินความจำเป็นกัน


สรุปสั้นๆ : สูตรเลือกเลนส์ฉบับรวดเร็ว

  • งบจำกัด / สายตาน้อย : เลือกโครงสร้าง Sph + Index 1.56
  • เน้นใส่สบาย / สายตาปานกลาง : เลือกโครงสร้าง As + Index 1.60
  • เน้นเลนส์บาง / สายตาเยอะ : เลือกโครงสร้าง Bi-AS + Index 1.67 หรือ 1.74
  • การมองเห็นดีที่สุด / สายตาเยอะหรือซับซ้อน : เลือกโครงสร้าง FreeFrorm ใส่สบายและคมชัดที่สุด

          สำหรับคนอายุน้อยกว่า 40 ปี การเลือกเลนส์จะยังไม่ซับซ้อนมาก เพราะยังไม่มีสายตายาวตามวัย แนะนำให้เลือกตามลำดับ 3 อย่าง ดังนี้

  1. เลือก “โครงสร้างเลนส์”

โครงสร้างเลนส์คือการขัดผิวเลนส์ ซึ่งส่งผลต่อ ความกว้างการมองเห็น ตอนเหลือบตา ความสบายตา ความคมชัด และความง่ายในการปรับตัว

  • Spherical (Sph) เป็นเลนส์มาตรฐานทั่วไปที่เราเจอได้บ่อยมากที่สุด ราคาประหยัด
    • พื้นที่การมองสูงสุดประมาณ 31%
    • เหมาะกับคนค่าสายตาน้อย
    • เลนส์ Sperical แบ่งตามยี่ห้อ คือ Hoya รุ่น Hilux และ Stellify, Essilor รุ่น sph , Rodenstock รุ่น Perfalit , Nikon ไม่มีรุ่นโครงสร้าง sph
  • Aspheric (As) ขัดเลนส์ให้แบนลงเพื่อลดการบิดเบือนของภาพขอบเลนส์ ส่วนใหญ่บริษัทชั้นนำเช่น Essilor, Hoya, Nikon, Rodenstock เริ่มแนะนำที่โครงสร้างนี้
    • พื้นที่การมองสูงสุดประมาณ 64%
    • เหมาะกับคนที่สายตาสั้นมากกว่า 300 หรือคนที่มีสั้นและเอียงร่วมด้วย
    • Hoya รุ่น Nulux Classic, Essilor และ Nikon รุ่น As, Rodenstock รุ่น Cosmolit 
  • Bi Aspheric (Bi-as) เลนส์ที่ขัดให้แบนทั้งด้านหน้าและหลังเลนส์
    • พื้นที่การมองสูงสุด 77%
    • ทำให้เลนส์บางลง 31% และเบาขึ้น 12% เมื่อเทียบในค่าสายตาเดียวกัน
    • เหมาะกับคนที่สายตาสั้นเยอะ (600 ขึ้นไป) หรือสายตาเอียงสูง (200 ขึ้นไป)
    • Hoya รุ่น Nulux EP, Nikon รุ่น Myopsee , Essilor และ Rodenstock ไม่มีรุ่น Bi-As
  • FreeForm เลนส์สั่งทำเฉพาะบุคคล เป็นเลนส์ที่ใส่เทคโนโลยีดีที่สุดของทุกแบรนด์
    • ได้พื้นที่การมองที่ดีที่สุดในทุกค่าสายตา
    • ความคมชัด ความสบาย และความง่ายในการปรับตัวได้ดีที่สุด
    • เหมาะกับคนที่ต้องการการมองเห็นที่ดีที่สุด , สายตาซับซ้อน, สายตาสองข้างต่างกันมาก, ค่าสายตาเยอะ
    • Nikon รุ่น Seemax, Rodenstock รุ่น Impression/Multigressive/Cosmolit Big norm mono
  • Anti fatigue เลนส์ที่ออกแบบมาให้ที่มีค่าสายตาบวกอ่อนๆ เพื่อช่วยลดการเพ่งเมื่อมองใกล้
    • เหมาะกับคนเริ่มมีสายตายาว อายุ 35 – 39 ปี
    • คนที่มองใกล้หลายชั่วโมงติดต่อกัน เช่น คอมพิวเตอร์ หรือมือถือ
    • แนะนำให้ปรึกษานักทัศนมาตรก่อนใช้เลนส์ชนิดนี้
    • Hoya รุ่น Sync III และ รุ่น Visupro , Essilor รุ่น EyeZen , Nikon รุ่น Relaxsee Rodenstock รุ่น Impression/Multigressive/Cosmolit Big norm mono plus
  • เลือก “ค่าความหนา – บาง” (Refractive Index)

เลนส์จะมีตัวเลข Index คือค่าดัชนีหักเหแสงยิ่งสูง ทำให้ “เลนส์ยิ่งบางลง” (แต่ราคาก็จะสูงขึ้น) หรือตามลักษณะกรอบแว่น เช่น กรอบเซาะเอ็นไนลอน กรอบเซาะโลหะ(Ic Berlin) และกรอบเจาะ (ไร้กรอบ) ควรใช้เลนส์ Index 1.60 – 1.67 เพราะเนื้อเลนส์เหนียวรองรับกับกรอบแว่นได้ หากใช้ index อื่น มีความเสี่ยงเลนส์เปราะ กะเทาะ หรือแตกได้

ตารางสรุปเบื้องต้นตามสายตาควรย่อบางประมาณเท่าไร

ค่าสายตาโดยประมาณIndex ที่เหมาะสมบางลงเมื่อเทียบกับ index 1.56
ไม่เกิน 2751.56ประมาณ 20%
300 ถึง 4751.60ประมาณ 30%
500 ถึง 7001.67ประมาณ 40%
มากกว่า 7251.74ประมาณ 50%

*คำนวณจากความหนาและความหนักของเลนส์ในแว่นขนาดเท่ากัน เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้นควรให้นักทัศนมาตรพิจารณาร่วมกับงบประมาณ ค่าสายตา และกรอบแว่น

  • เลือก “ออปชั่นเสริม” (Coating)

ขั้นตอนสุดท้ายคือ สารเคลือบหน้าเลนส์ ที่หลายๆคนน่าจะคุ้นเคยกัน หรือเคยได้ฟังกันมามากที่สุด

  • มัลติโค้ท เลนส์พื้นฐานที่เคลือบตัดแสงสะท้อน ป้องกันแสงยูวี
    • คุณสมบัติ : เลนส์ใส และสีตรงกับความจริงมากที่สุด
    • เหมาะกับ : การใช้งานทั่วไป, คนที่ต้องการความแม่นยำของการมองสี เช่น กราฟฟิก, หมอฟัน
  • ลดแสงสีน้ำเงิน ช่วยลดความจ้าของแสงจากหน้าจอที่เข้าตา ทำให้บางคนรู้สึกสบายตาขึ้น เลนส์ติดสีเหลืองนวล ลดแสงจ้าเข้าตา ปัจจุบันใช้ 2 หลักการ คือ
    • สะท้อนแสงสีน้ำเงินออก : เห็นแสงสะท้อนสีฟ้าอมม่วงและเลนส์มักจะอมสีเหลืองนวลๆเล็กน้อย (BlueControl และ Fullcontrol ของ Hoya , Crizal Prevencia ของ Essilor , Solitaire balance2 ของ Rodenstock)
    • ดูดซับแสงสีน้ำเงินใน “เนื้อเลนส์” : ทำให้เลนส์ใสขึ้น เลนส์อมสีเหลืองนวลและสีเพี้ยนน้อยลง ไม่มีแสงสะท้อนรบกวน (PureBlue UV ของ Nikon และ Blue UV capture ของEssilor)

ความจริงที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือ ปัจจุบันมีข้อสรุปแล้วว่า แสงจากจอไม่ได้ทำร้ายจอประสาทตา และตัวเลนส์ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาตาล้าโดยตรง (อาการตาล้าส่วนใหญ่มาจากกล้ามเนื้อตาเกร็งและตาแห้ง) แต่ก็สามารถเลือกใช้ได้ตามงบประมาณและความสบายใจของแต่ละคนเลยค่ะ

  • ออกแดดเปลี่ยนสี เมื่ออยู่ในร่มเลนส์ใส แต่เมื่อเจอแสง UV เลนส์จะเปลี่ยนสีให้เข้มขึ้นเพื่อป้องกันแสงแดด หรือสำหรับสายแฟชั่น ในปัจจุบันใช้ 2 เทคโนโลยีหลัก คือ
    • สารเปลี่ยนสีอยู่ในเนื้อเลนส์ : มีบริษัทค่อนข้างน้อยที่ใช้วิธีนี้ เพราะเลนส์เปลี่ยนสีไม่เข้ม และถ้าค่าสายตาสองข้างต่างกันจะทำให้เลนส์เปลี่ยนได้ไม่เท่ากัน
    • สารเปลี่ยนสีในบนผิวหน้าเลนส์ : วิธีที่แพร่หลายในบริษัทเลนส์ชั้นนำ เพราะทำให้เลนส์เปลี่ยนสีเข้ม และสม่ำเสมอ (Sensity2 ของ Hoya, Transition ของ Essilor และ Nikon , Colormatic ของ Rodenstock)
    • คุณสมบัติ : ในร่มเลนส์ใส เมื่อออกแดดเลนส์เปลี่ยนสีเข้ม (แต่ความเข้มจะไม่เท่ากับแว่นกันแดด)
    • เหมาะกับ : คนที่แพ้แสง, คนที่ใช้งานทั้งในร่มและออกแดดเป็นประจำ
  • ออกแดดเปลี่ยนสี + ตัดแสงสีน้ำเงิน
    • เลนส์เปลี่ยนสีของบริษัทชั้นนำมีตัดแสงสีน้ำเงินให้อยู่แล้ว เช่น Transition ป้องกันแสงสีน้ำเงิน 32% ของ Essilor และ Nikon, Sensity 2 ป้องกันแสงสีน้ำเงินที่ 420 nm ของ Hoya, Colormatic ป้องกันแสงสีน้ำเงิน 32% ของRodenstock
    • แต่สำหรับคนที่รู้สึกยังไม่หนำใจก็สามารถเลือกเคลือบเพิ่มทับไปอีกชั้นได้
    • คำเตือน : เลนส์จะติดสีเหลืองมากกว่าทุกเลนส์
  • เลนส์ย้อมสี และเปลี่ยนสี
    • ในร่มเลนส์มีติดสีอ่อนๆ และเมื่อเจอแดดจะเปลี่ยนสีเข้มขึ้น
    • เหมาะกับ : คนที่แพ้แสง, อยู่กลางแจ้งเจอแดดบ่อย
    • Sensity colour ของ Hoya , Transition color touch ของ Essilor , ColorMatic 3 sun ของ Rodenstock
  • ออปชั่นเสริมอื่นๆ
    • เลนส์ย้อมสี : เลือกสี, ความเข้ม, สีไล่หรือสีเต็มของเลนส์ได้ เหมาะกับเป็นแว่นกันแดด หรือแว่นแฟชั่น
    • Anti-Bacteria : ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบนผิวเลนส์ เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรค Fullcontrol ของ Hoya
    • Drive Coat :  ช่วยคนที่มีปัญหาเห็นแสงฟุ้งกระจายตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นไฟทาง หรือไฟหน้ารถที่ขับสวนมา ทำให้ทัศนวิสัยชัด ลดปัญหาแสงฟุ้ง Crizal Drive ของ Essilor และ Seecoat next ของ Nikon
    • Contrast Booster : ช่วย “เพิ่มคอนทราสต์” ให้การมองเห็น โดยเฉพาะในที่แสงน้อย ทำให้เห็นสีสันสดใส สมจริงมากขึ้น Seecoat next Reveal ของ Nikon
    • Extra Clean : ผิวเลนส์ “ลื่นเป็นพิเศษ” คราบน้ำ คราบมัน ก็เช็ดทำความสะอาดง่าย Xtra Clean ของ Rodenstock
    • Anti Fog : ลดปัญหา “แว่นฝ้าขึ้น” ช่วยให้ฝ้าที่เกิดขึ้นหายไปได้ไวยิ่งขึ้น Optifog ของ Essilor
    • ลดแสงสะท้อนพิเศษ : ลดปัญหาแสงสะท้อนจากผิวเคลือบเลนส์ที่กวนตา ทำให้เลนส์ดูใสขึ้น Crizal Natural look ของ Essilor , LAYR ของ Rodenstock

อ้างอิงข้อมูล

  • American Academy of Ophthalmology (AAO) –
  • ข้อมูลจำเพาะจากผู้ผลิต: Hoya, Nikon, Essilor, Rodenstock

(หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงความรู้ ค่าสายตาและการเลือกเลนส์ที่เหมาะสมที่สุด ควรได้รับการประเมินโดยนักทัศนมาตรเป็นรายบุคคล)