เมื่ออายุเริ่มเข้าเลข 4 หลายคนเริ่มเจอปัญหา “มองใกล้ไม่ชัด” จะดูมือถือก็ต้องยืดเขนไปไกลๆ หรือต้องคอยถอดแว่นเข้า-ออก ปัญหานี้แก้ไขด้วย เลนส์โปรเกรสซีฟ แต่หลายคนคงกังวลเรื่องราคา และเคยได้ยินมาว่า “ใส่ยาก” ทำให้หลายคนลังเล
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเลนส์โปรเกรสซิฟแบบหมดเปลือก ไขทุกความข้องใจ เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกตัดแว่นได้อย่างคุ้มค่าและเหมาะกับตัวเองมากที่สุด
เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive Lens) คืออะไร?
เลนส์โปรเกรสซิส คือเลนส์ที่สามารถ มองเห็นได้ชัดทุกระยะ (ไกล-กลาง-ใกล้) ภายในเลนส์เดียว โดย “ไม่มีรอยต่อ” บนเลนส์ แต่ใช้วิธีการค่อยๆไล่ค่าสายตาลงอย่างนุ่มนวล ทำให้ภายนอกเหมือนแว่นสายตาทั่วไป
โครงสร้างเลนส์ แบ่งเป็น 3 โซนหลัก :
- โซนบน : สำหรับมองไกล เช่น ขับรถ เดินทาง มองวิว
- โซนกลาง : สำหรับมองระยะช่วงแขน เช่น คอนโซลรถ จอคอมพิวเตอร์
- โซนล่าง : สำหรับมองใกล้ เช่น อ่านหนังสือ ดูมือถือ เซ็นเอกสาร
ทำไมราคาเลนส์โปรเกรสซิสถึง “แพง” (หลักพัน VS หลักหมื่น)
หลายคนที่เข้าร้านแว่นคงสงสัยว่าเลนส์โปรเกรสซิฟมีตั้งแต่หลักพันต้นๆ ไปจนถึงหลักหมื่น แล้วมันต่างกันยังไง? แล้วเราต้องใช้รุ่นไหนกันแน่? ตัดไปแล้วจะใส่ได้ไหม?
จริงๆแล้ว ราคาของเลนส์โปรเกรสซีฟขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี ที่แต่ละบริษัทได้ทำการวิจัยเพื่อคำนวณโครงสร้างเลนส์นับล้านรูปแบบ และส่วนใหญ่จะเป็นการสั่งผลิตคู่ต่อคู่ ทำให้ราคาสูงกว่าเลนส์ทั่วไปที่ผลิตในปริมาณมาก
เทคโนโลยีการขัดเลนส์
เลนส์โปรเกรสซีฟที่ราคาหลักพันต้นๆ ใช้วิธีการขัดเลนส์แบบ Conventional ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม ที่ใช้หัวขัด“ขนาดใหญ่” ประมาณ 70 – 80 มิลลิเมตร ทำให้มุมมองภาพระยะกลางและใกล้ค่อนข้างแคบ ทำให้ต้องใช้เวลาในการปรับตัว
เลนส์โปรเกรสซีฟแบรนด์ชั้นนำในท้องตลาดตอนนี้ ใช้วิธีขัดเลนส์แบบ Freeform ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ใช้หัวเข็มเพชร“ขนาดเล็ก” ประมาณ 2 – 5 มิลลิเมตร คำนวณและขัดเลนส์แบบจุดต่อจุด ทำให้ได้ภาพบิดเบือนด้านข้างน้อย ปรับตัวกับเลนส์ได้ง่ายขึ้น รองรับค่าสายตาได้หลากหลายมากขึ้น
เทคโนโลยีการคำนวณบนตัวเลนส์
เลนส์รุ่นมาตรฐานเป็นต้นไปก็จะใช้ค่าพารามิเตอร์และข้อมูลของลูกค้า ในการคำนวณเพื่อขัดเลนส์มากขึ้น ทำให้ได้เลนส์ที่มุมมองกว้าง สบายตา และลดภาพวูบวาบด้านข้าง ปรับตัวง่ายได้มากขึ้น

เลนส์โปรเกรสซีฟ ราคาเท่าไหร่?
เลนส์โปรเกรสซีฟหลากหลายยี่ห้อ และหลายรุ่นให้เลือกในท้องตลาดมากกว่า 40 รุ่น แต่ทางร้านขอแบ่งระดับเลนส์เป็น 4 แบบเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ
รุ่นเริ่มต้น (ประหยัด)
ช่วงราคาประมาณ : 5,000 – 14,000 บาท (แก้รูปปลากรอบด้วย)
เหมาะสำหรับ : ผู้เริ่มใส่ครั้งแรก, ค่าสายตาไม่ซับซ้อน, งบจำกัด
รุ่นมาตรฐาน (คุ้มค่า)
ช่วงราคาประมาณ : 15,000 – 25,000 บาท
เหมาะสำหรับ : (แนะนำ) มุมมองกว้างขึ้น และปรับตัวง่ายกว่าตัวเริ่มต้น เหมาะกับการใช้งานทั่วไป
รุ่นพรีเมี่ยม (รองท็อป)
ช่วงราคาประมาณ : 25,000 – 36,000 บาท
เหมาะสำหรับ : รองรับค่าสายตาที่ซ้อนซ้อน หรือค่าสายตาสูงๆ , มุมมองกว้าง, ภาพวูบวาบด้านข้างน้อย, ปรับตัวง่าย
รุ่นเฉพาะบุคคล (ท็อป)
ช่วงราคาประมาณ : 39,000 – 65,000 บาท
เหมาะสำหรับ : ที่สุดของเทคโนโลยี สั่งผลิตเฉพาะแต่ละบุคคลทำให้ได้เลนส์ที่ดีที่สุด ทั้งความคมชัดที่สุด, ขยายพื้นที่การมองเห็นได้กว้างที่สุด, ปรับตัวง่ายที่สุด
รู้ได้ยังไงว่า “จำเป็น” ต้องใช้เลนส์โปรเกรสซิสรึเปล่า ?
ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะกับการใช้เลนส์โปรเกรสซิส เพราะจริงๆเลนส์โปรเกรสซิสก็ไม่ใช่เลนส์ที่สารพัดประโยชน์ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง
| เหมาะกับ | ไม่เหมาะกับ |
|---|---|
| คนที่ไม่ชอบพกแว่นหลายอัน | คนที่ไม่ต้องการปรับตัวในการใช้งานเลนส์ |
| คนที่ต้องสลับการมองระยะไกลและใกล้บ่อยๆ (เช่น ประชุมที่ต้องมองจอระยะไกล และเอกสาร) | คนที่ต้อง “เหลือบตามองสูง” ระยะใกล้ เช่น จอคอมที่สูงกว่าระดับสายตา, อาชีพที่ต้องหยิบของ/สินค้าที่อยู่เหนือศีรษะ |
| คนที่ไม่อยากถอดแว่นเข้า-ออก หรือมองลอดแว่น | งานช่างบางอย่าง เช่น ช่างซ่อมรถที่ต้องมุดดูใต้ท้องรถ |

คำถามยอดฮิต (FAQ)
Q : เลนส์โปรเกรสซิส ปรับตัวยากไหม?
A : เลนส์รุ่นใหม่มีเทคโนโลยีที่ช่วยให้ปรับตัวได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยปกติใช้เวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์
Q : เลนส์โปรเกรสซิส ยี่ห้อไหนดีสุด
A : ไม่มีเลนส์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน แบรนด์ชั้นนำในตลาดอย่าง Essilor, Hoya, Nikon, Zeiss, Rodenstock ก็ล้วนมีจุดเด่นที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละค่าสายตา และความชอบในโครงสร้างที่ออกแบบมาเฉพาะในแต่ละยี่ห้อ
Q : เลนส์โปรเกรสซิส ที่ไหนดี ?
A : แนะนำร้านที่มี “นักทัศนมาตร” ประจำร้าน เพราะเลนส์ชนิดนี้ต้องการความละเอียดในการวัดสายตา วัดจุดประกอบแว่น พารามิเตอร์กรอบแว่น หากจุดโฟกัสเคลื่อนนิดเดียว ก็ส่งผลทำให้ใช้งานได้ไม่ดี
สรุป
หวังว่าบทความนี้จะให้คำตอบกับคุณ เพราะเลนส์โปรเกรสซีฟ เป็นการลงทุนกับคุณภาพชีวิต การมองเห็นที่ชัดเจนในทุกระยะช่วยให้คุณทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ แม้ว่าราคาจะสูง แต่เมื่อเทียบกับการใช้งาน 2 – 3 ปี และความสะดวกสบายที่ได้กลับมา ก็ถือว่าคุ้มค่า
ร้านละมุนตา มีนักทัศนมาตร (หมอสายตา) วัดสายตาอย่างละเอียดและคัดกรองโรคตาเบื้องต้น คอยดูแลตั้งแต่การเลือกชนิดเลนส์ที่เหมาะสมกับการใช้งานจริง
