หลายๆท่านคงมีคำถามในใจว่า “ตัดแว่นที่ไหนดี?” เพราะมองไปทางไหนก็เจอร้านแว่นตาเต็มไปหมด ทั้งในห้างสรรพสินค้า ร้านแฟรนไชส์ หรือคลินิกเฉพาะทาง ราคาเริ่มต้นตั้งแต่หลักร้อยจนถึงหลักหมื่น

ความจริงแล้ว “แว่นตา” ไม่ใช่แค่สินค้าแฟชั่น แต่คือ “อุปกรณ์ทางการแพทย์” ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง การเลือกร้านจึงไม่ใช่แค่ดูที่ “กรอบสวย” หรือ “ราคาถูก” แต่ต้องดูที่ “ความแม่นยำ” และ “ความเชี่ยวชาญ” เพราะว่าแว่นตัวนึงเราต้องใช้ไปอีกเป็นหลายปี จะเดินสุ่มเข้าร้านไหนก็ได้ อาจจะไม่คุ้มเสี่ยง

ต่อให้จะเป็นเลนส์ชนิดเดียวกัน รุ่นเดียวกัน แต่ตัดคนละร้านกันก็จะได้คุณภาพการมองเห็น ความสบายตา ความชัดที่แตกต่างกันได้

บทความนี้เราเลยทำเป็นเช็คลิสต์ง่ายๆ 4 ข้อ ที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจเดินเข้าร้านกันค่ะ

ลองเช็คคนตรวจ “เป็นใคร?”

นี่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ เพราะแว่นตาไม่ได้มีแค่สั้น ยาว หรือเอียง แต่ยังมีรายละเอียดเล็กๆอย่างอื่นอีกทั้งการดูสมดุลของการทำงานร่วมกันของสองตา, โรคทางกายหรือทางตาที่ส่งผลกับค่าสายตา, ภาวะทางตา เช่น ตาเหล่, ตาเข, การปรับโฟกัสช้า

แนะนำร้านที่มี “นักทัศนมาตร” (หมอสายตา) ที่เรียนจบหลักสูตรเฉพาะทางด้านการแก้ปัญหาสายตาโดยเฉพาะ คอยดูแล ตั้งแต่การซักประวัติ ตรวจสุขภาพตาเบื้องต้น ไปจนถึงคำแนะนำและการจ่ายค่าสายตาที่ละเอียด แม่นยำ และเหมาะสมกับแต่ละคน

ขั้นตอนการตรวจ “ละเอียดแค่ไหน?”

หลายคนคงเคยได้ยินว่า ตรวจสายตาด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์กันมาบ้างใช่ไหมคะ? แต่เดียวนี้ “ไม่เพียงพอ” แล้ว เพราะค่าสายตาที่ตรวจจากเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นแค่ค่าเบื้องต้นเท่านั้น และมีโอกาสคาดเคลื่อนสูง จึงไม่แนะนำอย่างยิ่ง ที่จะนำค่านั้นมาตัดแว่นสายตาใส่จริง

ร้านที่ดี : ควรมีห้องตรวจที่ได้มาตรฐาน และเครื่องมือในการวัดสายตาได้อย่างละเอียด, เครื่องมือวัดจุดประกอบแว่นที่แม่นยำ เพื่อให้เลนส์อยู่ตำแหน่งตรงกับรูม่านตาพอดี เพื่อความสบายตาและความคมชัดที่ดีที่สุด, หรือเครื่องมือตรวจสุขภาพตา เพื่อประเมินภาวะอื่น/โรคตาที่อาจเป็นเบื้องหลังที่แท้จริง ที่ทำให้มองไม่ชัด

ตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด : หลายท่านอาจจะชินกับการตรวจสายตาแค่ 5 – 15 นาที แต่นั่นอาจจะทำให้ได้ค่าสายตาที่ไม่แม่นยำ และไม่ละเอียดมากพอที่จะแก้ไขปัญหาด้านสายตาได้ เวลาที่ใช้ในการตรวจก็สามารถบอกระดับความละเอียดในการตรวจเบื้องต้นได้ ควรใช้เวลา 20 – 45 นาทีขึ้นไป

เช็คจากการพูดคุย “ถามเรื่อง Lifestyle ไหม?”

ค่าสายตาเดียวกัน แต่ถ้า “การใช้ชีวิต” ต่างกัน ก็อาจต้องใช้เลนส์คนละชนิดได้ เพราะแต่ละคนมี Lifestyle ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

ร้านที่ดี : จะต้องพูดคุยกับคุณจนเข้าใจ เพราะข้อมูลเหล่านี้นำไปสู่การแนะนำเลนส์ที่ตอบโจทย์การใช้งานของแต่ละคนได้ เพราะเลนส์มีหลากหลายรุ่น หลายรูปแบบ หลายออปชั่น เพื่อตอบโจทย์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน ไม่ใช่แค่เชียร์ขายเลนส์แพงๆ เพียงอย่างเดียว

เช็คเรื่อง “บริการหลังการขาย”

ส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญมากๆอีกอย่างหนึ่งที่ควรจะพิจารณา ร้านที่ดีต้องมีการรับประกันเพื่อดูแลลูกค้า

การรับประกันค่าสายตา

หากใส่แล้วมีปัญหา ไม่สบายตา ไม่คมชัด ปวดหัว เวียนหัว ทางร้านมีการดูแลเคลมเลนส์ให้ไหม? เพราะถ้าไม่มีอาจจะต้องเสียเงินฟรี สำหรับแว่นตาที่ตัดมาแล้วใช้งานไม่ได้จริง

การเซอร์วิสแว่นตา

มีการปรับดัดแว่นตา เปลี่ยนแป้นจมูก หรือล้างแว่นให้ได้ไหม เพราะแว่นเมื่อใช้งานไปแล้ว ต้องได้รับการดูแลเพื่อความสบายในการสวมใส่ และความกระชับ

สรุป : เลือกที่ “คุ้มค่า” หรือ “ราคาถูก” ?

การตัดแว่นหนึ่งอัน คือการลงทุนในการมองเห็นของคุณไปอีก 2-3 ปี (หรือมากกว่านั้น) หากเลือกร้านที่ถูกที่สุด แต่อาจต้องแลกกับอาการปวดหัว ภาพไม่ชัด หรือต้องตัดใหม่ซ้ำซาก นั่นอาจไม่ใช่ความคุ้มค่าที่แท้จริง

แนะนำ : เลือกร้านที่ตรวจด้วย นักทัศนมาตร(หมอสายตา) มีเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน และให้เวลาในการตรวจวัดอย่างละเอียด (ประมาณ 20 – 45 นาทีขึ้นไป) เพื่อให้ได้แว่นตาที่ช่วยแก้ไขปัญหา และดูแลการมองเห็นของคุณได้ดีที่สุดค่ะ

การตัดแว่นคือการลงทุนกับ “คุณภาพในการมองเห็น” ของตัวเอง ลองนำทั้ง 4 ข้อนี้ไปลองเช็คดูนะคะ ถ้าร้านที่มีครบที่ข้อมั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้แว่นตาที่ทั้ง “ชัด” และ “สบายตา” คุ้มค่าเงินที่จ่ายไป

แต่ถ้ายังไม่มั่นใจสามารถใช้บริการกับเรา ละมุนตา โดยทัศนมาตร ได้นะคะ ร้านเราตรวจสายตาอย่างละเอียดพร้อมคัดกรองโรคตาเบื้องต้น คอยดูแลลูกค้าทุกท่าน ในทุกๆขั้นตอน และมีเช็คลิสต์นี้ ครบทั้ง 4 ข้อแน่นอนค่ะ